เว็บดังแห่ขึ้นราคาโฆษณาออนไลน์ สินค้ารุมจอง-เฟซบุ๊กโขกวันละแสน

ความร้อนแรงของ “ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง” ปลุกกระแสโฆษณาออนไลน์บนเว็บไซต์คึกคัก เจ้าของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ แห่เพิ่มน้ำหนัก เพราะสื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลกับลูกค้ามากขึ้น ส่งผลอัตราค่าโฆษณาหน้าแรกบนเว็บไซต์ระดับท็อปเทนทยอยปรับขึ้นราคา เผยเว็บดัง ๆ บางแห่งถึงขั้นต้องจองคิวข้ามปี ขณะที่เฟซบุ๊กมาแรงหลังคนไทยมีผู้ใช้ทะลุ 5 ล้านคน คิดโฆษณาเป็นรายวัน 1.4-2 แสนบาท

นายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด ผู้ให้บริการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่ปัจจุบันองค์กรธุรกิจและสินค้าต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น โดยเกือบทุกกลุ่มสินค้าได้เพิ่มบทบาทการใช้สื่อใหม่ ทั้งการโฆษณา ออนไลน์ เสิร์ชมาร์เก็ตติ้ง และโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อที่จะเจาะให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้พบว่าอัตราค่าโฆษณาในเว็บไซต์ ใหญ่ ๆ มีการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการปรับขึ้นอย่างมีเหตุมีผล เพราะมูลค่าสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มมากขึ้น

“การโฆษณาบนเว็บไซต์มีหลายโมเดล สำหรับโมเดลการเหมาพื้นที่แบบรายเดือน ในส่วนของเว็บไซต์ดัง ๆ มีการปรับขึ้นราคาตลอด เพราะสื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลกับผู้บริโภคมากขึ้น เว็บที่มีทราฟฟิกสูง คนอ่านเยอะ ย่อมขายราคาแพง อยู่ที่เดือนละหลักแสนบาท” นายศิวัตรกล่าว

สำหรับโมเดลซื้อขายต่อครั้ง ที่เป็นแบนเนอร์ใหญ่ ๆ ที่อยู่หน้าแรกของเว็บ ดัง ๆ ราคาก็จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์แย่งกันซื้อ ต้องจองล่วงหน้า ตอนนี้บางเว็บก็ต้องจองกันข้ามปี เช่น เว็บไซต์พันทิป โต๊ะเฉลิมไทย ก็มีบริษัทหนังจองซื้อทั้งปี หรือโต๊ะชายคา เรื่องท่องเที่ยวก็มีการจองคิวโฆษณากันยาว เช่นกัน

แต่สำหรับพื้นที่โฆษณาหน้าในของเว็บต่าง ๆ เนื่องจากจำนวนพื้นที่มีมากขึ้นโฆษณาก็จะถูกลง

หรืออย่างเฟซบุ๊กปัจจุบันมีผู้ชมหน้าแรกของเฟซบุ๊กวันละ 1.6 ล้านคน จากผู้สมัครสมาชิกปัจจุบันรวมกว่า 5 ล้านคน ซึ่งล่าสุดเฟซบุ๊กมีบริษัทไอฮับเป็นตัวแทนขายโฆษณาในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย โดยขายโฆษณาในหน้าโฮมวันละ 1.4-2 แสนบาท เพราะด้วยจำนวนคนที่เข้าถึงวันละ 1.6 ล้านคน ทำให้เป็นเป้าหมาย ของสินค้าต่าง ๆ ตอนนี้มีคนสนใจเยอะ เช่น สเมอร์นอฟ, ไนกี้, โซนี่, แสนสิริ รวมถึงกลุ่มร้านอาหาร คอนโดมิเนียม

“อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโฆษณาจะถูกหรือแพงขึ้นกับคนรับรู้มากกว่า ลูกค้าหลายรายพบว่า พอลงโฆษณาออนไลน์สามารถวัดผลได้ เห็นจำนวนคนชมโฆษณาเพิ่มขึ้น หรือการจัดกิจกรรมออนไลน์ก็มีผู้เข้าร่วมเยอะ เพราะการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมีเครื่องมือที่สามารถวัดผลได้ ทำให้เจ้าของสินค้าสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลช่วยตัดสินในการพิจารณาว่าควรจะลงเงินที่สื่อไหนมากขึ้น” นายศิวัตรกล่าวและว่า

สำหรับมูลค่าตลาดโฆษณาออนไลน์ใน ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโต 30% คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 1-2% ของตลาดรวมมูลค่าโฆษณาทั้งหมด ทั้งนี้งบฯโฆษณาออนไลน์ ที่เพิ่มขึ้นก็มาจากทั้งลูกค้าเดิมที่เพิ่มงบประมาณเข้ามา และลูกค้าใหม่ที่เข้ามาใช้รูปแบบดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น

นายศิวัตรกล่าวว่า ถ้าพูดถึงเว็บที่ขายโฆษณา หรือแบนเนอร์ได้ สิ่งที่ทำให้ขายได้ คือ คอนเทนต์ที่อยู่ในเว็บไซต์ เพราะเว็บที่มีการใช้งานอันดับต้น ๆ นอกจากกูเกิล ยาฮู ที่เป็นเรื่องของการบริการ เว็บระดับรอง ๆ ลงมา คือ เว็บประเภทคอนเทนต์ในประเทศ เพราะคนยังนิยมเสพโลคอลคอนเทนต์ จึงทำให้เว็บท่าอย่างสนุกดอทคอม หรือเว็บข่าวต่าง ๆ มีอัตราการเติบโต

อย่างไรก็ตาม การทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง จะต้องเป็นการผสมผสานสื่อต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์สินค้า นอกจากการทำเสิร์ชมาร์เก็ตติ้ง ก็ต้องมีการกระจายข้อมูลสินค้าและบริการไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย บางโจทย์ต้องการสื่อสารไปถึงคนกลุ่ม ใหญ่ ๆ ก็อาจเลือกเว็บท่า หรือเว็บไซต์ดัง ๆ แต่เว็บไซต์เล็ก ๆ ที่เป็นเว็บเฉพาะทางก็มีความจำเป็นเช่นกัน เพราะถ้าโจทย์ของ ลูกค้าต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น โจทย์ต้องการเจาะกลุ่มเครื่องเล่นดีวีดีเอชดี บลูเรย์ การวางแผนโฆษณาก็ต้องพุ่งไปที่เว็บไซต์เฉพาะทางที่มีกลุ่มที่เล่นเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ด้านนางสาวอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัส ไอเดีย จำกัด ผู้ให้บริการที่ปรึกษาวางกลยุทธ์ออนไลน์ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ ผ่านมา เริ่มเห็นเว็บไซต์ระดับท็อปเทนของเมืองไทยทยอยปรับอัตราค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-20% เพราะเว็บไซต์ต่าง ๆ เริ่มเห็นความต้องการใช้งานออนไลน์มาร์เก็ตติ้งสูงขึ้น นอกจากการปรับราคาโฆษณาแล้ว บางเว็บไซต์จะมีการเพิ่มพื้นที่ขายโฆษณา บนหน้าเว็บไซต์เพื่อให้วางโฆษณา เช่น แบนเนอร์ได้จำนวนมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางหารายได้ของเว็บไซต์ด้วย

สาเหตุที่เว็บไซต์มีการปรับราคา เนื่อง จากความต้องการของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ในการลงโฆษณาออนไลน์มีมากขึ้น ทั้งจากสินค้าประเภทคอนซูเมอร์โปรดักต์ กลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ เริ่มให้ความสนใจดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น หลังจากที่หลายปีก่อนหน้า นักการตลาดส่วนใหญ่ขอรอดูผลของคนที่เริ่มก่อน ทำให้การลงทุนจึงเกิดขึ้นในช่วงนี้ บวกกับบางเว็บไซต์มีการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ขยายทีมงานเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือดีมานด์ที่มีมากขึ้น ทำให้ต้องมีการปรับราคา

นอกจากนี้พบว่าพื้นที่โฆษณาหน้าโฮมเพจ ของเว็บไซต์ชื่อดังหลายแห่ง จะต้องจองล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนขึ้นอยู่กับพื้นที่ เหมือนวางแผนโฆษณาสื่อทีวี โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 4 ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. หลายบริษัทจะต้องปิดการขายทำให้มีการใช้งบฯเพื่อทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งมากขึ้น ทำให้อัตราการจองหนาแน่นกว่าปกติ

ทั้งนี้ ปัจจุบันรูปแบบของการโฆษณาบนเว็บไซต์ระดับต้น ๆ ของเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนรูปแบบ ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์มากขึ้น จากเดิม ที่คิดอัตราโฆษณาแบบคงที่ตามพื้นที่ เป็น การคิดเป็น CPM (Cost per thousand impressions), การแบ่งตามช่วงเวลา และโฆษณาแบบหมุนเวียน (rotate) เป็นต้น สำหรับอัตรา ค่าโฆษณาของเว็บท่าอย่าง kapook.com สำหรับแบนเนอร์ขนาดใหญ่หน้าแรกซึ่งรับจำนวน 10 ราย รายละ 180,000 บาทต่อเดือน

------------
(ข่าวจากMarketingByte.com)


 
 

                                        
                                                         <Home>